avatar pink

WORLD4  Thailand

หมวดหมู่: บทวิเคราะห์
Asia Plus Group Holdingบล.เอเซีย พลัส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ : บทวิเคราะห์ตลาดหุ้นรายวัน
 
กลยุทธ์การลงทุน      
    
วันพุธที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2562
เป็นไปได้ที่ SET Index จะดีดตัวขึ้นตาม Sentiment ของตลาดหุ้นต่างประเทศ แต่ภาพรวมยังถือว่าอยู่ในภาวะผันผวน โดยมีประเด็นสงครามการค้า เป็นแรงขับเคลื่อนหลัก ส่วนปัจจัยในประเทศคาดว่าจะเห็นการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีภายในสัปดาห์สุดท้ายของเดือน พ.ค.2562 คาดว่า SET ยังเคลื่อนไหวในกรอบ 1620 – 1650 จุด หุ้นเด่นวันนี้เลือก INTUCH (FV@ 69.70) และ EASTW (FV@B 13.50) ซึ่งถูกเลือกเข้า MSCI และให้ Dividend Yield เกิน 4%
                     SET Index    1,633.84
        เปลี่ยนแปลง (จุด)    -6.29
        มูลค่าการซื้อขาย (ล้านบาท)    53,923
            
ย้อนรอยตลาดหุ้นไทย … ตลาดหุ้นไทยแกว่งทรงตัวตลอดวันในกรอบแคบ
วานนี้ ตลาดหุ้นไทยเปิดดิ่ง 10 จุด ก่อนที่จะแกว่งทรงตัวตลอดวัน ทำให้ปิดที่ระดับ 1633.84 จุด ลดลง 6.29 จุด (-0.38%) มูลค่าการซื้อขาย 5.39 หมื่นล้านบาท โดยหุ้นกลุ่มที่กดดันตลาด คือ กลุ่มพลังงาน BANPU(-3.95%) GULF(-2.83%) PTT(-0.53%) กลุ่มขนส่ง AOT(-0.37%) BEM(-0.89%) BTS(-0.86%) และกลุ่มอาหาร CBG(-1.23%) CPF(-0.90%) OSP(-2.33%) รวมถึงหุ้นขนาดใหญ่ CENTEL(-5.03%) GLOBAL(-8.24%) และ LH(-1.85%)
แม้จะเห็นการดีดตัวกลับของดัชนีดาวโจนส์ แต่ยังเชื่อว่าภาพใหญ่ของตลาดหุ้นทั้งในประเทศ และต่างประเทศ ยังน่าจะเป็นไปด้วยความผันผวน โดยที่มีปัจจัยเรื่อง ผลกระทบสงครามการค้า รวมถึงความเสี่ยงในเชิงภูมิรัฐศาสตร์ ในตะวันออกกลาง และคาบสมุทรเกาหลี เป็นตัวกำหนด Sentiment ของตลาด สำหรับปัจจัยภายในประเทศ ในช่วง 2 สัปดาห์จากนี้ น่าจะเห็นความชัดเจนในการจัดตั้งรัฐบาลมากขึ้น โดยในวันที่ 22 พ.ค.2562 จะมีรัฐพิธีเปิดประชุมรัฐสภาครั้งแรก และคาดว่าจะเห็นการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีในสัปดาห์สุดท้ายของเดือน พ.ค.2562 ภายใต้สภาพแวดล้อมดังกล่าว คาดว่า SET Index น่าจะผันผวนอยู่ในช่วง 1620 – 1650 จุด กลยุทธ์การลงทุนหลักยังอยู่ใน Theme Domtic Play และให้ Dividend Yield ในระดับที่น่าพอใจ พอร์ตการลงทุนวันนี้ได้มีการปรับเปลี่ยนโดย ขายทำกำไร SEAFCO ออกไป และนำนำหนักการลงทุนที่เลือกเข้าไปพักเงินใน POPF ซึ่งเป็น Property Fund ส่วนหุ้น Top Pick ยังคงเป็น INTUCH และ EASTW
สงครามการค้าสหรัฐ-จีน ยังกดดันตลาดเงินและตลาดหุ้น
สงครามการค้าระหว่างสหรัฐกับจีนยังคงเป็นปัจจัยที่กดดันตลาดเงินและตลาดหุ้นโลก หลังจากปลายสัปดาห์ที่แล้วสหรัฐขึ้นภาษีสินค้านำเข้ากับจีนในรอบที่ 3 เป็น  25% วงเงิน 2 แสนล้านเหรียญ จากเดิมเก็บภาษีที่ 10% และฝั่งจีนตอบโต้สหรัฐผ่านการขึ้นภาษีนำเข้าต่อสหรัฐในรอบที่ 3 วงเงิน 6 หมื่นล้านเหรียญเป็น 5-25% จากเดิมที่เก็บ 5-10% 
เชื่อว่าหากสถานการณ์เลวร้ายสุด คือ ทั้ง 2 ฝั่งต่างเดินหน้ากีดกันการค้ากันต่อ   คือ  สหรัฐสามารถที่จะขึ้นภาษีนำเข้ากับจีนในส่วนที่เหลืออีกราว 3.25 แสนล้านเหรียญฯ    ขณะที่จีนตลาดการเงินคาดว่าจะมีมาตรการตอบโต้ 6 ทาง คือ ขึ้นภาษีนำเข้าวงเงินที่เหลือได้อีกราว  2 หมื่นล้านเหรียญฯ,  ลดค่าเงินหยวน หลังจากเงินหยวนอ่อนค่านำไปแล้วราว 2.43% นับตั้งแต่จุดต่ำสุด 22 เม.ย.,  คว่ำบาตรธุรกิจของสหรัฐในจีนหรือเพิ่มความเข้มงวดด้านศุลกากร, ชักชวนให้ประเทศอื่นๆคว่ำบาตรสินค้าสำคัญของสหรัฐ, ลดการนำเข้าเครื่องบินของบริษัท Boeing(ผู้ผลิตอากาศยานสัญชาติสหรัฐ) และการขายพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐที่จีนถือไว้ ล่าสุด ราว 1.13 ล้านล้านเหรียญฯ  เป็นต้น  ASPS คาดว่าความเป็นไปได้ที่จีนจะตอบโต้ คือ การแทรกแซงให้หยวนอ่อนค่า   
อย่างไรก็ตามในที่สุด เชื่อว่าทั้ง 2 ฝั่งจะต้องประนีประนอมกัน และกลับมาเจรจาเพื่อยุติ  โดยประธานาธิบดีทรัมป์เผยกำหนดการพบปะประธานาธิบดี สีจิ้นผิง อีกครั้งที่การประชุม G20 ที่ญี่ปุ่นวันที่ 28-29 มิ.ย.   เนื่องจากทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภคขั้นสุดท้ายของทั้ง 2 ฝั่ง จะได้รับผลกระทบใกล้เคียงกัน เนื่องจากล้วนเผชิญจากต้นทุนสินค้าที่เพิ่มขึ้น 
 
พาณิชย์คาดส่งออกไทย ปี 2562 ชะลอจากผลสงครามการค้า 
ผลกระทบจากสงครามการค้าสหรัฐและจีนที่เริ่มปะทุอีกครั้ง ดังกล่าวข้างต้น จะซ้ำเติมต่อการเติบโตเศรษฐกิจโลกในปี 2562 ให้ชะลอตัวอีก และจะกระทบต่อประเทศในเอเซียซึ่งเป็นผู้ส่งออกวัตถุดิบ (Supply Chain)ให้กับจีน รวมถึงไทยเนื่องจากภาคการส่งออกคิดราว 68% ของ GDP และจีนมีสัดส่วนการค้าขาย(x+M) มากสุดราว 18.1%ของการค้ารวมทั้งหมดทั่วโลกของไทย รองลงมาคือญี่ปุ่นราว  11.5% และสหรัฐราว 9.7%   ซึ่งจะกระทบต่อยอดส่งออกในช่วงที่เหลือของปีนี้   หลังจากส่งออก (ในหน่วยดอลลาร์) เฉลี่ย 3M2562 หดตัว  1.54%   ล่าสุด กระทรวงพาณิชย์ไทยประเมินผลกระทบจากการที่สหรัฐขึ้นภาษีนำเข้า25% รอบที่ 3 (ไม่รวมที่จีนเพิ่งตอบโต้)  จะทำให้มูลค่าส่งออกไทยหายไปราว 5.6-6.7 พันล้านเหรียญฯ หรือ 2.2% ของเป้าส่งออกปี 2562 ที่ตั้งไว้ 2.72 แสนล้านเหรียญ   คาดสินค้าที่คาดจะกระทบมากสุด คือ ยานยนต์ (เนื่องจากเป็นสินค้าส่งออกอันดับ 1 ราว 11.4%ของยอดส่งออกทั้งหมด) และ ความเสี่ยงจากการที่สหรัฐจะประกาศขึ้นภาษีนำเข้า Safe guard ยานยนต์กับทั่วโลกเป็น 25% จาก    รองลงมาคือ กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ อาทิ เครื่องคอมพิวเตอร์ และอุปกรณ์ (ส่งออกอันดับ 2 ราว 7.9%)
ขณะที่สินค้าที่จะได้ประโยชน์จากการส่งออกไปทดแทนตลาดจีน  คือสินค้าเกษตรและอาหาร , ผลไม้  ,ไก่ และ เครื่องสำอาง แต่เนื่องจากมูลค่าน้อยมาก ทำให้ผลกระทบทางลบต่อการส่งออกมากกว่า 
โดยรวมเชื่อว่าเศรษฐกิจไทยปี 2561 ภาคการส่งออกจะชะลอลง  (ASPS คาดส่งออกปี 2562 ที่ 0.5% ชะลอจาก 6.7% ในปี 2561)  ทั้งนี้จากการศึกษาพบว่าส่งออกที่ลดลงทุกๆ 0.5% โดยกำหนดให้ปัจจัยอื่นคงที่คือ (C โต 3.9% I 3.4% และ G โต 2.4%)  จะทำให้ GDP Growth ลดลงราว 0.04% (ดังตารางด้านล่าง)  ทำให้มีแนวโน้มที่ GDP Growth ปี 2562 อาจจะต่ำกว่าประมาณการเดิม ที่คาดทั้งปี 3.4% ชะลอจาก 4.1% ในปี 2561   โดยให้น้ำหนัก 21  พ.ค. สภาพัฒน์รายงาน GDP Growth งวด 1Q62 ตลาดคาด 3% (ASPS คาด 3.2%yoy) 
กสทช. ปรับเงื่อนไขค่าคลื่น 700 MHz 
ความกังวลต่อผลกระทบต้นทุน 5G  คลื่น 700 MHz  (ไม่รวมในประมาณการ) ต่อกำไรกลุ่มลดระดับลง หลังจาก กสทช. ประกาศเงื่อนไขการจัดสรรคลื่น 700 MHz ให้กับผู้ขอรับสิทธิ์ขยายระยะเวลาจ่ายค่าคลื่น 900 MHz ออกไป (จากงวด 4 เป็น 10 งวด)  โดยเปลี่ยนแปลงขนาดใบอนุญาตเหลือใบละ 10 MHzx2 จากเดิม 15 MHzx2 ส่งผลให้ราคาคลื่นที่แต่ละรายต้องจ่ายลดลงเหลือ 1.75 หมื่นล้านบาท แบ่งจ่าย 10 งวด อายุบริการ 15 ปี ซึ่งภายใต้เงื่อนไขใหม่ดังกล่าวทำให้มูลค่าปัจจุบันของกระแสเงินสดที่จ่ายออก ใกล้เคียงกับผลประโยชน์เชิงกระแสเงินสดที่ได้รับจากการยืดระยะเวลาการจ่ายค่าคลื่อน 900 MHz ในกรณีของ ADVANC และ TRUE จึงคาดว่าทั้ง 2 รายจะรับสิทธิ์ในโครงการดังกล่าว ส่วน DTAC เป็นรายเดียวที่กระทบ เนื่องจากได้ประโยชน์จากคลื่น 900 MHz น้อยกว่า (ราคาคลื่นต่ำกว่า ADVANC, TRUE ราวครึ่งนึง) แต่เชื่อว่าจะรับการจัดสรรเช่นกัน เพื่อรักษาศักยภาพยุค5G ไม่ให้คู่แข่งนำไปใช้ในด้านการตลาดชิงผู้นำไปก่อน 
ทั้งนี้ ระยะถัดไปฝ่ายวิจัยยังมีมุมมองระมัดระวังต่อทิศทางกลุ่มระยะถัดไป  เนื่องจาก กสทช. ยังมีแผนประมูลคลื่น 5G อื่นๆ เช่น 2600 MHz (กำลังเรียกคืนจาก MCOT) ปลายปีนี้ ขณะที่กำหนดประมูลคลื่น 700 MHz ที่เหลืออีก 15 MHzx2 พร้อมกับคลื่น 1800 MHz ที่เหลือจากรอบประมูลปีก่อน 35 MHzx2 ในปี 2563  ซึ่งด้วยระดับกำลังให้บริการมาตรฐาน 5G ที่ 100 MHz เชื่อว่าทุกรายยังมีความจำเป็นต้องประมูลเพิ่ม และจะนำมาสู่ต้นทุนใหม่ ขณะที่หากพิจารณาด้านสถานะการนำ 5G ไปหารายได้ในระยะสั้น สถานะปัจจุบันยังทำได้จำกัด โดยเฉพาะมูลค่าเพิ่มหลัก คือ การนำไปพัฒนาระบบอัจฉริยะ,ระบบอัตโนมัติให้กับอุตสาหกรรมต่างๆ ที่ยังต้องใช้เวลาพัฒนา Use Case ขณะที่การให้บริการผู้บริโภคทั่วไป ยังทำได้ไม่มาก จากข้อจำกัดราคามือถือที่รับ 5G ยังแพงและมีน้อยรุ่น ภาพรวมกลุ่มปัจจุบัน ยังดูมีแนวโน้มที่อาจแบกรับต้นทุนเร็วกว่าช่วงเวลาสร้างรายได้ ยังให้เน้นลงทุนตัวเลือกปลอดภัย คือ ADVANC(FV@B210) ที่มีฐานกำไรสูง ช่วยให้กระทบจำกัด หากจำเป็นต้องแบกรับต้นทุนเข้ามาก่อน  
 
ที่มา  : ฝ่ายวิจัย ASPS
เปิดประชุมรัฐสภาครั้งแรก 22 พ.ค. คาดเลือกนายกฯ สัปดาห์สุดท้ายของเดือน
หลังจากที่ กกต. ได้ประกาศรับรอง ส.ส. ครบตามจำนวนขั้นต่ำที่จะเปิดประชุมสภาฯ เมือวันที่ 9 พ.ค.2562 ล่าสุดวานนี้ได้มี พระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯแต่งตั้ง ส.ว. 250 คน พร้อม มีประกาศราชกฤษฎีกาโปรดเกล้าฯ ให้เรียกประชุมรัฐสภา ครั้งแรกในวันที่ 22 พฤษภาคม 2562 ซึ่งถือเป็นการเริ่มต้นกระบวนการทางสภาฯ หลังการเลือกตั้ง โดยในวันที่ 22 พ.ค. 2562 จะเป็นรัฐพิธีอย่างเป็นทางการ หลังจากนั้นจะมีการนัดกำหนดวันประชุมอีกครั้งหนึ่ง โดยการนัดประชุมครั้งแรกจะเป็นการแต่ตั้ง ประธานสภาผู้แทนราษฎร์ (ส.ส.) พร้อมรองประธาน  และ ประธาน ส.ว. พร้อมรองประธาน เมื่อได้รับการโปรดเกล้าฯ ลงมาแล้ว ประธานก็จะมีการนัดประชุมรัฐสภา โดยวาระสำคัญวาระแรก น่าจะเป็นการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี ซึ่งพิจารณาจากกรอบเวลา คาดว่าน่าจะอยู่ในช่วงสัปดาห์สุดท้ายของเดือน พ.ค. 2562 ส่วนการจับขั้วจัดตั้งรัฐบาลได้มีความคืบหน้าที่ชัดเจนขึ้นตามลำดับ แต่ยังดูเหมือนว่าคะแนนเสียงของแต่ละขั้วยังไม่ห่างกันมาก ทำให้มีโอกาสที่จะได้รัฐบาลที่มีคะแนนเสียง ส.ส. สนับสนุนแบบปริ่มน้ำ
พัฒนาการของการได้มาซึ่งรัฐบาลดังกล่าวมาข้างต้น มองโดยภาพรวมแล้วยังเห็นเป็นปัจจัยบวก และน่าจะทำให้ SET Index พยุงตัวภายใต้สถานการณ์ที่ได้รับผลกระทบจากสงครามการค้าได้ดีขึ้น
สงครามการค้า กดดันต่างชาติขายหุ้นทุกแห่งในภูมิภาค 5 วันติดต่อกัน
สงครามการค้าจีน-สหรัฐ ยังคงสร้างความกังวลต่อตลาดหุ้นเอเชียรวมถึงในภูมิภาค กดดันให้เมื่อวานนี้ต่างชาติขายหุ้นในภูมิภาคต่อเนื่องอีก 471 ล้านเหรียญ (ขายสุทธิเป็นวันที่ 5) และยังเป็นการขายสุทธิทั้ง 5 ประเทศ เริ่มจากตลาดหุ้นเกาหลีใต้ถูกขายสุทธิ 149 ล้านเหรียญ (ขายสุทธิเป็นวันที่ 5) ตามมาด้วยไต้หวัน 140 ล้านเหรียญ (ขายสุทธิเป็นวันที่ 5), อินโดนีเซีย 68 ล้านเหรียญ (ขายสุทธิเป็นวันที่ 5) ), ฟิลิปปินส์ 27 ล้านเหรียญ (ขายสุทธิเป็นวันที่ 7) และไทยที่ต่างชาติขายสุทธิ 84 ล้านเหรียญ หรือ 2.68 พันล้านบาท (ขายสุทธิ 8 วัน มีมูลค่ารวม 1.1 หมื่นล้านบาท)  สวนทางกับสถาบันฯที่ซื้อสุทธิ 854 ล้านบาท (หลังจากขายสุทธิเพียง 1 วัน)
 
หุ้นกลุ่มที่ได้-เสียประโยชน์ หากสงครามการค้ายืดเยื้อ
ประเด็นสงครามการค้ากลับมากดดันให้ตลาดหุ้นทั่วโลก รวมถึงไทยปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่องในเดือน พ.ค. 62 กดดัน SET Index ปรับตัวลดลง 40 จุด หรือ 2.37% มาอยู่ที่  1633.84 จุด โดยสังเกตได้ว่าหุ้นส่วนใหญ่ที่ได้รับผลกระทบจากประเด็น Trade War จะปรับตัวลงแรงกว่าตลาดฯ และยังมีโอกาสถูกกดดันต่อ หากประเด็นสงครามการค้ายังยืดเยื้อ โดยมีรายละเอียดราย Sector ดังนี้
ผลตอบแทนราย Sector ในเดือน พ.ค. 62 (mtd)
 
กลุ่มปิโตร-น้ำมัน ถูกกดดันจากราคาน้ำมันดูไบปรับตัวลดลงราว 6.69% จากจุดสูงสุดที่ 72.06 เหรียญ/บาร์เรล ในวันที่ 24 เม.ย. 2562 มาเป็น 67.04 สาเหตุสำคัญมาจากความกังวลเกี่ยวกับเศรษฐกิจโลกที่มีแนวโน้มชะลอตัวลงจากสงครามการค้า รวมไปถึงความต้องการบริโภคน้ำมันที่อาจจะลดลง ทั้งจากสหรัฐและจีนที่เป็นผู้บริโภคน้ำมันรายใหญ่ของโลก โดยสหรัฐบริโภคราว 24.9 ล้านบาร์เรล/วัน หรือคิดเป็น 25.5% และจีนอันดับ 2 บริโภคราย 12.5 ล้านบาร์เรล/วัน ราว 12.8%
กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ สงครามการค้าได้ส่งผลกระทบต่อกำไรสุทธิงวด 1Q62 ของกลุ่มชิ้นส่วนฯ (DELTA HANA KCE และ SVI) ให้ลดลง 22.7% qoq และ 20.6% yoy มาที่ 1.7 พันล้านบาท เนื่องจากลูกค้าต่างประเทศกังวลเศรษฐกิจโลกจะชะลอตัวลง ทำให้ดำเนินธุรกิจแบบระมัดระวังมากขึ้น จึงชะลอคำสั่งซื้อลงชั่วคราว เพื่อระบายสินค้าคลเหลือในสต็อกออกไปก่อน
กลุ่มยานยนต์ แม้ไม่มีผลกระทบทางตรง แต่หากสถานการณ์รุนแรงและยืดเยื้อ ย่อมเป็นแรงกดดันทางอ้อมต่อกำลังซื้อของประเทศคู่ค้า ส่งผลต่อยอดขายรถยนต์ เนื่องจากรถยนต์เป็นสินค้าที่มีความยืดหยุ่นต่อรายได้ อาจทำให้ยอดส่งออกรถยนต์ของไทย (สัดส่วน 52% ของยอดผลิตรถยนต์) ลดลง เช่นเดียวกับตลาดรถยนต์ในประเทศ (สัดส่วน 48% ของยอดผลิตรถยนต์) ที่มีโอกาสอ่อนตัวหลังกำลังซื้ออาจได้รับผลกระทบเป็นไปในทิศทางเดียวกับเศรษฐกิจไทย โดยรวมเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อเป้าหมายผลิตรถยนต์ไทยในปี 2562 ที่ระดับ 2.2 ล้านคัน (+ 1.5% yoy) ซึ่งยังเป็นเรื่องที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดต่อไป ผ่านยอดผลิตรถยนต์รายเดือนที่จะประกาศในช่วงสัปดาห์ที่ 3 ของทุกเดือน
กลุ่มอสังหาฯ ประเด็นสงครามการค้า หากยืดเยื้อจะได้รับผลกระทบทางอ้อม จากกำลังซื้อบ้านและคอนโดจากคนจีนลดลง ซึ่งปัจจุบันมีสัดส่วนราว 20 – 30% ของกำลังซื้อทั้งหมด แต่คาดว่ายังไม่มีนัยสำคัญมากนัก
แม้ประเด็น Trade War จะกดดันภาพรวมตลาดหุ้นไทย แต่เวลามีหุ้นบางกลุ่มที่เสียประโยชน์มักจะมีบางกลุ่มได้ประโยชน์เสมอ คือ
กลุ่มส่งออกอาหาร ได้ประโยชน์จากเงินบาทอ่อนค่า ที่มีโอกาสอ่อนค่าตามประเทศในภูมิภาค นำทัพโดยจีน ซึ่งในช่วง 2 สัปดาห์ค่าเงินหยวนอ่อนค่าไปแล้วกว่า 3% และได้ประโยชน์ต้นทุนจากวัตถุดิบกากถั่วเหลืองที่ปรับลง ซึ่งล่าสุดราคาถั่วเหลืองปรับลดลงมาทำจุดต่ำสุดในรอบ 10 ปี  ที่ 8.1เหรียญสหรัฐ/บุชเชล สอดคล้องกับราคากากถั่วเหลือง (คิดราว 30%ของสัดส่วนวัตถุดิบอาหารสัตว์)   ที่ทำจุดต่ำสุดในรอบ 3 ปี อยู่ที่  287.3 เหรียญสหรัฐ/ตัน ชอบ CPF (FV@B31.5), TFG (FV@B4.5), GFPT(This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.), BR (FV@B4)
กลุ่มนิคมฯ คาดว่าได้ประโยชน์จากประเด็นสงครามการค้าจีน-สหรัฐ เนื่องจาก บริษัทที่ผลิตสินค้าในจีนจะมีต้นทุนสูงขึ้นมาก จึงมีโอกาสสูงที่อาจจะพิจารณาหาฐานการผลิตใหม่ ซึ่งประเทศไทยเป็นหนึ่งในเป้าหมายหลัก ซึ่งมีศักยภาพสูง เช่น EEC ในการรองรับฐานการผลิต ชอบ WHA (This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.), AMATA (FV@B35.7)
 
ภรณี ทองเย็น
เลขทะเบียนนักวิเคราะห์: 004146
เทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม
เลขทะเบียนนักวิเคราะห์: 004132
ภราดร เตียรณปราโมทย์
เลขทะเบียนนักวิเคราะห์: 075365
 ฐกฤต ชาติเชิดศักดิ์
เลขทะเบียนนักวิเคราะห์: 087636
 โยธิน ภูคงนิล
ผู้ช่วยนักวิเคราะห์เชิงปริมาณ
เจิดจรัส แก้วเกื้อ
   ผู้ช่วยนักวิเคราะห์
วรรณพฤกษ์ โกมลวิทยาธร
ผู้ช่วยนักเศรษฐศาสตร์
ภวัต ภัทราพงศ์
ผู้ช่วยนักวิเคราะห์เชิงปริมาณ